ค่าขนส่งสินค้า

ปัจจัยเรื่องค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้า รวมถึงการเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งที่ให้ความสำคัญในการส่งของให้ถึงมือลูกค้าอย่างปลอดภัยถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบัน เนื่องจากความพึ่งพอใจของลูกค้าไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะได้ใช้สินค้าที่ดีมีคุณภาพและมีราคาที่สมเหตุสมผลเท่านั้น แต่ความพอใจที่จะซื้อสินค้าต่อไปในอนาคต หรือลูกค้าทั่วไปจะยกระดับเป็นกลายเป็นลูกค้าประจำ (Brand Royalty) ได้ก็ด้วยการใส่ใจในทุกขั้นตอนการขายของเจ้าของธุรกิจ ซึ่งก็รวมไปถึงการใส่ใจในเรื่องบริการการขนส่งโดยพ่อค้าแม่ค้าจำเป็นต้องเลือกบริษัทขนส่งที่จะทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ ทั้งด้านสภาพที่สมบูรณ์เมื่อถึงมือลูกค้า ระยะเวลาที่ไม่นานเกินไป เป็นต้น แต่ทั้งนี้ตัวพ่อค้าแม่ค้าเองกก็ต้องพิจารณาว่าบริษัทที่ตอบโจทย์ลูกค้า โดยที่ไม่ทำให้เราขาดทุนหรือไม่ทำให้เราต้องแบกรับภาระด้านค้าใช้จ่ายในการขนส่งจนธุรกิจขาดกำไรด้วย 

ด้วยปัจจุบันที่การค้าขายออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ดังนั้นบริษัทที่เกิดขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งจึงมีเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดออนไลน์ ทำให้พ่อค้าแม่ค้าได้ประโยชน์จากการมีบริษัทต่างๆ ที่แข่งขันกันปรับลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง และเพิ่มมาตรการในการขนส่งที่โดนใจทั้งผู้ส่งและผู้รับ ทำให้เราไม่ต้องลำบากในการไปทดลองใช้แต่ละบริษัทให้เสียเวลา เพียงศึกษาข้อมูลของแต่ละบริษัทโดยพิจารณาว่าบริษัทขนส่งแบบไหนที่เหมาะสมกับธุรกิจเรามาที่สุด ซึ่งในบทความนี้เราจะนำเสนอปัจจัยที่ทำให้ราคาค่าส่งของแต่ละอย่างไม่เท่ากันและจะพาทุกคนไปสำรวจราคาค่าขนส่งพัสดุของบริษัทที่ทำบริการส่งสินค้าและพัสดุที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าที่กำลังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะใช้บริการของเจ้าไหนดี ที่จะช่วยสร้างความพึ่งพอใจให้ลูกค้าและไม่ทำให้ธุรกิจของเราขาดทุน 

อ่านเพิ่มเติม : ขายของออนไลน์เลือกบริการส่งสินค้าของอะไรดี


การคิดราคาค่าขนส่ง

ปัจจัยในการกำหนดค่าขนส่งสินค่านั้น ประกอบด้วยปัจจัย 3 อย่างได้แก่

1. ระยะทาง

ความใกล้-ไกลของระยะทางในการส่งของถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ค่าส่งสินค้าของเราแพงขึ้น โดยถ้ากลุ่มลูกค้าของเราส่วนใหญ่อยู่ไกลจากภูมิภาคที่เราอยู่ เราสามารถเลือกใช้บริษัทที่คิดราคาค่าส่งระหว่างภูมิภาคที่ถูกได้

2. ขนาด (ความกว้างxความยาวxความสูง) และน้ำหนักของสินค้า

แน่นอนว่าน้ำหนักของสินค้าคือเกณฑ์กำหนดราคาในการจัดส่งของเรา ซึ่งถ้าสินค้าที่เราขายไม่ได้มีน้ำหนักนักเราก็สามารถเลือกใช้บริการเจ้าไหนก็ได้เพราะอัตราค่าจัดส่งจะไม่ต่างกันมากนัก แต่ทั้งนี้เรามีเทคนิคดีๆ สำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่ขายสินค้าที่มีน้ำหนักเยอะ โดยเทคนิคง่ายๆก็คือให้เราใช้กล่องใส่พัสดุที่มีขนาดพอดีกับสินค้าของเรา ไม่ใช่กล่องที่ใหญ่จนเกินไป ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายในด้านขนาดลงได้

3. การเลือกความไวในการส่ง

ความไวถือเป็นตัวกำหนดราคาค่าส่งได้เหมือนกัน โดยถ้ายิ่งกำหนดวันเวลาส่งให้ถึงมือลูกค้าเร็วเท่าไหร่ ค่าบริการก็จะยิ่งแพงขึ้น ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์จำเป็นจะต้องเลือกว่าการสินค้าของเราเหมาะสมกับการส่งแบบไหน หรืออาจจะลองกำหนดทางเลือกให้ลูกค้าพิจารณา เช่นถ้าส่งแบบทั่วไปซึ่งใช้ระยะเวลาช้าหน่อยแต่ส่งฟรี กับส่งแบบด่วนโดยขอเก็บค่าส่งกับลูกค้าเพิ่ม เป็นต้น

ลองสำรวจราคาค่าส่งของบริษัทขนส่งสินค้าที่ได้รับความนิยม

ไปรษณีย์ไทย

องค์กรที่ให้บริการการจัดส่งพัสดุของคนไทยมายาวนานที่เราทุกคนรู้จักกันอย่างดีก็คือไปรษณีย์ไทย ปัจจุบันไปรษณีย์ไทยได้พัฒนาระบบที่ทันสมัยและขยายสาขาไปทั่วประเทศกว่าพันสาขา เพื่อรองรับกับพฤติกรรมการซื้อขายสินค้าออนไลน์กันมากขึ้นของคนไทยนั้นเอง

โดยอัตราค่าจัดส่งสินค้าทางไปรษณีย์แบบธรรมดา การส่งสินค้าในรูปแบบนี้พ่อค้าแม่ค้ารวมถึงลูกค้าจะไม่สามารถเช็คสถานะของสินค้าได้ โดยค่าบริการคิดตามน้ำหนักสินค้าดังนี้ ถ้าสินค้ามีน้ำหนักอยู่ที่ 0 – 1 กิโลกรัม ค่าส่งจะอยู่ที่ 25 บาท  ถ้าหากสินค้ามีน้ำหนักประมาณ 1.1-2 กิโลกรัม ค่าส่ง 40 บาท เป็นต้น ส่วนระยะเวลาการจัดส่งแบบพัสดุธรรมดา กรุงเทพฯ และปริมณฑล 1-2 วันทำการ ต่างจังหวัด 3-5 วันทำการ

ส่วนค่าจัดส่งแบบด่วนพิเศษ (EMS) กรุงเทพฯและปริมณฑล ลูกค้าจะได้รับสินค้าภายใน 1 วัน และสามารถเช็คสถานะของพัสดุได้ โดยค่าบริการคิดตาน้ำหนักสินค้า คือถ้าสินค้าหนัก 0 – 20 กรัม ค่าบริการจะมีราคา 32 บาทและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น 

สุดท้ายการจัดส่งแบบลงทะเบียน ในการส่งแบบนี้พ่อค้าแม่ค้าและลูกค้าสามารถเช็คสถานะของพัสดุได้ว่าสินค้าของเราใกล้ถึงแล้วหรือยัง โดยหากน้ำหนักสินค้าอยู่ระหว่าง 0 – 20 กรัม ค่าจัดส่งคือ 20 บาท และค่อยๆเพิ่มขึ้นตามน้ำหนักของสินค้า ทั้งนี้หากพ่อค้าแม่ค้าทราบน้ำหนักของสินค้าอยู่แล้วสามารถเข้าไปเช็คราคาในเว็บไซต์ของไปรษณีย์ไทยได้ด้วยตัวเองก่อนไปที่สาขาบริการได้เลย

Kerry Express

แน่นอนว่าบริษัทขนส่งสินค้าที่คุ้นหูเป็นอันดับสองของทุกคนก็คือ Kerry Express เนื่องจากจุดเด่นที่หลายๆคนให้การยอมรับและไว้วางใจของ Kerry ซึ่งก็คือการเปิดให้บริการจัดส่งพัสดุแบบด่วนทุกวัน เมื่อสินค้าเข้าสู่ระบบเราก็มั่นใจได้เลยว่าสินค้าของเราจะถึงมือของลูกค้าภายในวันถัดไปทันที

โดยค่าใช้จ่ายในการขนส่งพัสดุทาง Kerry จะประเมินจากขนาดและน้ำหนักของพัสดุ ซึ่งถ้าเราเดินทางไปส่งที่หน้าร้านราคาค่าขนส่งเริ่มต้นที่ 30 บาท ถ้าหากเราเลือกวิธีให้พนักงานมารับพัสดุที่บ้านหรือออฟฟิศก็เพิ่มอีก 30 บาทต่อชิ้น ส่วนอัตราค่าบริการส่งก็จะมีให้เราเลือกหลากหลายรูปแบบตามขนาดของสินค้าที่เราจะส่ง ซึ่งถ้าหากเป็นสินค้ากล่องขนาดเล็ก (กว้างxยาวxสูงไม่เกิน 60 ซม. ทั้งนี้สินค้าต้องหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม) ค่าบริการจะอยู่ที่ 70 บาท แต่ถ้าน้ำหนักมากกว่า 5 กิโลกรัม ระบบจึงคิดค่าบริการ 90 บาท 

หากสินค้าของเรามีขนาดที่หนักและใหญ่กว่าตัวอย่างที่ยกมาให้ดูก็ไม่ต้องกังวลเลย เพราะทาง Kerry สามารถส่งได้ตั้งแต่สินค้าในรูปแบบซองเอกสาร กล่องพัสดุขนาดเล็ก (S) กล่องพัสดุขนาดกลาง (M) กล่องพัสดุขนาดใหญ่ (L) กล่องพัสดุขนาดใหญ่พิเศษ (XL) ไปจนถึงสินค้าขนาด Over size กันเลยทีเดียว 


วิธีคิดค่าขนส่งสินค้าสำหรับแม่ค้ามือใหม่ ส่งอย่างไรไม่ให้ขาดทุน